Net Zero คืออะไร? ความหมาย วิธีการ และเป้าหมายของประเทศไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change) ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกินได้ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งนำไปสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้น แนวคิด Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
Net Zero คืออะไร?
Net Zero หมายถึงสภาวะที่ “ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ” มีความสมดุลกับ “ปริมาณที่ถูกดูดซับหรือลดทอนออกไป” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสุทธิที่เหลือในบรรยากาศจะต้องเท่ากับศูนย์
กิจกรรมของมนุษย์ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล การเผาไหม้เชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมและคมนาคม รวมถึงการทำเกษตรกรรม เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), มีเทน (CH₄) และไนตรัสออกไซด์ (N₂O) การเข้าสู่สภาวะ Net Zero จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
การบรรลุ Net Zero ทำได้อย่างไร?
เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ ประเทศ องค์กร และภาคธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่
1. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction)
-
เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
-
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม อาคาร และระบบขนส่ง เพื่อลดความสิ้นเปลือง
-
ลดของเสียและหมุนเวียนทรัพยากร ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
-
ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคคมนาคม
2. การดูดซับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Removal & Storage)
-
การปลูกป่าและฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ
-
การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ที่สามารถดูดเก็บ CO₂ จากแหล่งปล่อย เช่น โรงงานไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมหนัก แล้วกักเก็บไว้ใต้ดินหรือในชั้นหิน
-
การใช้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ดูดซับคาร์บอน เช่น คอนกรีตที่กักเก็บ CO₂ ได้
เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย
ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์บนเวที COP26 ว่า
-
จะเป็น ประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050
-
และบรรลุเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้วางนโยบายพลังงานสะอาด ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการสนับสนุนภาคธุรกิจให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน
ความสำคัญของการบรรลุ Net Zero
1. ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การลดก๊าซเรือนกระจกจะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุรุนแรง และคลื่นความร้อน
2. สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำช่วยกระตุ้นนวัตกรรม พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ซึ่งสร้างงานและรายได้ระยะยาว
3. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ในอนาคต สินค้าและบริการจะถูกวัดมาตรฐานด้านคาร์บอน หากประเทศไทยและธุรกิจในประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ก็จะสร้างความได้เปรียบในการค้าและการลงทุน
บทสรุป
Net Zero ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิด แต่คือเป้าหมายสำคัญที่ทุกประเทศต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อรักษาสมดุลของโลก การที่ประเทศไทยตั้งเป้า Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 ถือเป็นการประกาศความพร้อมในการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวและยั่งยืน
การบรรลุ Net Zero ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่รัฐบาล ภาคเอกชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงประชาชน เพื่อเปลี่ยนพลังงานที่ใช้ ปรับพฤติกรรมการบริโภค และลงทุนในนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดและการดูดซับคาร์บอน หากเราทำได้สำเร็จ โลกจะสามารถลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างอนาคตที่มั่นคงและปลอดภัยสำหรับคนรุ่นต่อไป
ความเชื่อมโยงระหว่าง Net Zero และ แบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับรถโฟล์คลิฟท์
1. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction)
-
รถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้ เครื่องยนต์ดีเซลหรือ LPG จะปล่อยคาร์บอนและมลพิษจำนวนมาก
-
การเปลี่ยนมาใช้ รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม จะช่วยลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง
-
นี่คือหนึ่งในแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ในการลดการปล่อยก๊าซจากภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
2. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
-
แบตเตอรี่ลิเธียม มีประสิทธิภาพการชาร์จและการจ่ายพลังงานสูงกว่าแบตเตอรี่ตะกั่วกรด (Lead-acid)
-
ใช้งานได้ยาวนานกว่า, ชาร์จได้เร็ว, รองรับการชาร์จระหว่างพักการทำงาน (opportunity charging)
-
ทำให้ระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้ามี ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีกว่า ลดต้นทุนด้านพลังงาน และช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint)
3. สนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy)
-
อุตสาหกรรมที่หันมาใช้ รถยกพลังงานสะอาด จะช่วยปรับตัวเข้าสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
-
เป็นไปตามทิศทางของนโยบายรัฐและมาตรฐานสากลด้าน ESG และ Carbon Neutrality
-
ช่วยให้ธุรกิจในไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยคาร์บอนของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain emissions)
4. เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในนวัตกรรมเพื่อ Net Zero
-
บทความพูดถึง “นวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาด” → แบตเตอรี่ลิเธียมคือหนึ่งในเทคโนโลยีสะอาดเหล่านั้น
-
การใช้แบตเตอรี่ลิเธียมในรถโฟล์คลิฟท์ ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล และยังเชื่อมโยงกับระบบพลังงานหมุนเวียน (เช่น การชาร์จไฟด้วยโซลาร์เซลล์) ได้โดยตรง
บทสรุป
จากบทความ Net Zero แบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับรถโฟล์คลิฟท์ คือ “หนึ่งในโซลูชันสำคัญ” ที่ภาคธุรกิจสามารถนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยเฉพาะในภาคโลจิสติกส์ คลังสินค้า และการผลิต ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีการใช้รถโฟล์คลิฟท์จำนวนมาก
การเปลี่ยนมาใช้ รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ลิเธียม ไม่เพียงแต่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 และ Net Zero 2065 ของประเทศไทย อีกด้วย

